browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

กิจกรรมส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ในเด็กปฐมวัย

Posted by on June 24, 2012

วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน ของคนเรา จะเห็นว่า แม้แต่เด็กปฐมวัยก็ยังได้รับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันที่มีความเกี่ยวข้อง กับวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น ประกอบกับเด็กปฐมวัยมีความอยากรู้อยากเห็นและมักจะตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว อยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ เด็กปฐมวัยควรจะได้รับการส่งเสริมและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการค้นคว้าหาความ รู้ เพื่อที่จะได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เกิดขึ้นใน ธรรมชาติ และ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และ จะได้มีโอกาสพัฒนา และ ประยุกต์ความรู้เหล่านั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา (2551) นำเสนอ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ครูและผู้ปกครองควรจะส่งเสริมให้แก่เด็ก ปฐมวัย ประกอบด้วย

1.  ทักษะการสังเกต หมายถึง การสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กทารกจะใช้สายตาสำรวจสิ่งต่างๆที่อยู่โดยรอบ ใช้มือสัมผัสสิ่งต่างๆอย่างสนใจ หรือ อาจจะหยิบสิ่งต่างๆรอบตัวมาบีบ กัด ดมเล่น ซึ่งทุกครั้งที่มีโอกาสกระทำเช่นนั้น ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และ นำไปสู่ การพัฒนาความคิดในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

2.  ทักษะการจำแนกประเภท เป็นทักษะการแบ่งกลุ่มโดยมีเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

3.  ทักษะการทำนาย เป็นทักษะการคาดคะเนคำตอบก่อนจะพิสูจน์ด้วยการทดลอง โดยอาศัยประสบการณ์เดิม ความรู้เดิมมาช่วยทำนาย

4.  ทักษะการวัด เป็นการเลือกใช้เครื่องมือ วัดหาปริมาณ น้ำหนัก ความสูง ความยาว ของสิ่งต่างๆ โดยในระดับปฐมวัย อาจจะใช้เครื่องมือวัดที่ไม่เป็นมาตรฐาน เช่น ใช้คืบมือ ใช้คลิปมาต่อกัน เป็นต้น

5. ทักษะการคำนวณ ซึ่งหมายถึงการนับจำนวนของวัตถุ และ นำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบกัน

6.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
การวัด การทดลอง และ จากแหล่งอื่นๆ มาจัดกระทำใหม่ และ นำเสนอเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมาย

7. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติของวัตถุ ระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่งและระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งหรือมิติของวัตถุกับเวลาที่เปลี่ยนไป

8. ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมมาช่วย

การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนา ทักษะวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย ครูผู้สอนควรจะต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริง เช่น พาเด็กๆไปทัศนศึกษา หาสื่ออุปกรณ์ของจริงที่เด็กได้หยิบ จับ ทดลองกระทำกับวัตถุสิ่งของจริง โดยประสบการณ์ที่จัดให้แก่เด็กนั้นจะต้องมีความหมายต่อเด็ก เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับสิ่งที่เคยเรียนรู้ เคยพบเห็น และ สามารถนำมาปรับใช้ได้ในอนาคต

การประกอบ อาหาร เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมทักษะวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย  โดยทั่วไปแล้ว เด็กเล็กๆในวัยนี้มักจะไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองให้ช่วยทำอาหาร อาจจะเป็นเพราะเกรงในเรื่องความปลอดภัย หากใช้มีดที่มีความคม หรือ หากต้องประกอบอาหารโดยใช้ความร้อน แต่หากมองอีกแง่มุมหนึ่ง การประกอบอาหารเป็นกิจกรรม และ จัดว่าเป็นสื่อการสอนอย่างดีที่จะช่วยพัฒนาทักษะ ความรู้ และ ความเข้าใจในแนวคิดทั้งทางวิทยาศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ หากครู และ ผู้ปกครองให้ความช่วยเหลือเด็ก อยู่ใกล้ๆ และ คอยระมัดระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กในขณะทำอาหาร เด็กก็จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมประกอบอาหารอย่างมาก

ดังได้กล่าวแล้วว่า การประกอบอาหารเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมทักษะวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย เพราะเป็นกิจกรรมที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรงตั้งแต่ขั้นเตรียมอุปกรณ์ และ ส่วนผสม  ส่วนประกอบที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารก็ล้วนแต่เป็นของจริง ทำให้เด็กเกิดความสนใจ และ ช่วยทำให้เด็กจดจำง่าย  ในขณะทำอาหาร เด็กต้องใช้การสังเกตปริมาณส่วนผสม ส่วนประกอบของอาหารที่จะทำ รวมถึงการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่นำมาทำเป็นอาหาร การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ การเปรียบเทียบรสชาติ ในขณะทำอาหาร เด็กได้พัฒนาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ ขนาด รูปร่าง ตัวเลข จำนวน สี การชั่ง ตวง การดมกลิ่น การรู้รส ซึ่งจะทำให้เด็กรับรู้ความเหมือน ความต่าง และ ความหมายของสิ่งที่เด็กได้รับรู้นั้น นอกจากนี้ เด็กก็ยังได้เรียนรู้ทักษะการจำแนก เช่น จำแนกส่วนประกอบอาหารที่นำมา เช่นส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะนาว ว่ามีรูปทรงกลมเหมือนกัน ขนาดต่างกัน รสชาติเปรี้ยวเหมือนกัน หรือ เด็กๆอาจจะแบ่งประเภทของอาหารตามเกณฑ์อื่นๆ เช่น สี จำนวน รูปร่าง และ ประเภท ในการจัดกิจกรรมประกอบอาหารนี้ครูอาจจะสร้างสถานการณ์เพื่อกระตุ้นให้เด็กมี ส่วนร่วมในการเรียนรู้ได้ด้วย เช่น ให้เด็กๆช่วยกันคิดว่า ถ้าเราจะลองทำไข่ยัดไส้ เด็กๆอยากจะใส่ส่วนผสมอะไรได้บ้าง เป็นต้น

โดย ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย จะมีความคิด การใช้ภาษาอย่างจำกัด ทำให้เด็กอาจจะไม่สามารถถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ และ ความต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายนัก การใช้คำถาม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยทำให้ ครู และ ผู้ปกครอง มีความเข้าใจเด็กมากยิ่งขึ้น คำถามที่ท้าทาย และ กระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ จะส่งเสริมให้เด็กคิดหาคำตอบ ด้วยวิธีการทดลอง ลงมือทำ หรือ หาคำตอบจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ตัวอย่างคำถามที่ท้าทายให้เด็กลองทำนายจากข้อมูลที่มีอยู่  เช่น แห้วที่นำมาคลุกแป้งเรียบร้อยแล้ว เมื่อใส่ลงไปในน้ำเดือด เด็กๆคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเด็กๆต้องการทำให้แห้วมีสีเหลือง สีเขียว สีแดง เด็กๆจะทำอย่างไร หรือ ในการต้มไข่ เด็กๆจะใช้เวลาในการต้มนานเท่าไหร่เพื่อให้สุกเป็นไข่ต้ม ไม่ใช่ไข่ลวก เป็นต้น การใช้คำถามของครูสามารถดำเนินในทุกขั้นตอนของการสอนทำอาหาร เช่น ในขั้นตอนการวางแผนการทำ ข้าวผัด ครูอาจจะถามเด็กๆว่า “ในการทำข้าวผัด เด็กๆคิดว่าจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร” “เมื่อทำแกงจืดเสร็จแล้ว เด็กๆคิดว่า ควรจะใช้ภาชนะแบบใดใส่แกงจืด” คำตอบที่ได้จากเด็กแต่ละคนจะมีความหลากหลาย และ ลำดับขั้นตอนอาจจะยังไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากเด็กแต่ละคนอาจจะมีประสบการณ์เดิมที่แตกต่างกัน เช่น เด็กบางคนอาจจะเคยรับประทานข้าวผัดที่ใส่ซอสมะเขือเทศ ก็อาจจะบอกว่า ข้าวผัดของตนมีสีส้ม และ สีส้มที่ได้นั้นมาจากซอสมะเขือเทศ ในขณะที่เด็กอีกคนอาจจะบอกว่า ข้าวผัดที่ตนเคยรับประทานมีสีน้ำตาล เพราะ สีน้ำตาลที่ได้มานั้นมาจากสีของซอสถั่วเหลือง หรือ ซีอิ๊วขาว

คำถามที่ครูใช้ควรเป็นคำถามปลายเปิดเพื่อให้เด็กได้คิด ตอบ แสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเป็นขั้นตอนการสื่อสารที่เด็กได้พัฒนาทางด้านภาษาอีกด้วย เด็กจะได้เรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนในชั้นเรียน เช่น เมื่อครูจะจัดกิจกรรมให้เด็กทำ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน เด็กบางคนไม่เคยรับประทานก็อาจจะไม่ทราบว่าเป็นอาหารที่มีลักษณะอย่างไร แต่เพื่อนที่เคยมีประสบการณ์ เคยเห็นคุณแม่ทำให้รับประทานก็บอกได้ว่า ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนมีลักษณะอย่างไร นอกจากนี้ ครูอาจจะตั้งคำถามให้เด็กๆช่วยกันอภิปรายว่า “ถ้าน้ำเชื่อมที่เด็กๆช่วยกันทำมีรสหวานมากเกินไป เด็กๆจะทำอย่างไรให้น้ำเชื่อมมีรสชาติหวานน้อยลง”

ในขั้นตอน การทำอาหาร ครูอาจจะส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ทักษะการทำนาย โดยให้เด็กๆได้ช่วยกันคาดคะเนวางแผนก่อนลงมือทำอาหาร โดยตั้งคำถามว่า “ถ้าหากใส่น้ำตาลลงไปในขณะที่น้ำยังร้อนอยู่ เด็กๆคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” “ถ้าผสมผงแป้ง กับ น้ำ เด็กๆคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” หลังจากนั้นครูให้เด็กๆลองลงมือทำอาหารด้วยตนเอง แล้วค้นหาคำตอบด้วยตนเองโดยการใช้ประสาทสัมผัส จะเห็นว่า ในการสอนทำอาหารเพื่อพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์นั้น ครูจะเป็นผู้ที่มีบทบาทเป็นเพียงผู้ช่วยให้คำแนะนำ ผู้วางแผนกิจกรรมขั้นต้น ช่วยเตรียมอุปกรณ์ในการทำอาหาร จัดห้องเรียนให้เหมาะสมในการสอนทำอาหาร กระตุ้นการเรียนรู้โดยให้เด็กๆใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์

กิจกรรมประกอบอาหารที่ส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ และ เหมาะสมกับระดับปฐมวัย ควรจะเป็นกิจกรรมที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อนที่เด็กสามารถลงมือทำด้วยตนเอง ถ้าเป็นกิจกรรมประกอบอาหารที่ต้องใช้ความร้อน หรือ ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความคม และอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก ผู้ปกครอง หรือ ครูควรที่จะช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ตัวอย่างของกิจกรรมประกอบอาหารที่ส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ และ เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย เช่น การทำบัวลอย ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน แซนด์วิช เป็นต้น

จะเห็นว่า นอกจากกิจกรรมการประกอบอาหารจะส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ และ สนุกกับการเป็นผู้ลงมือทำอาหารด้วยตนเองแล้ว กิจกรรมประกอบอาหารยังส่งเสริมให้เด็กๆได้พัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ อีกด้วยตัวอย่าง การสอนทำขนมบัวลอยเพื่อพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ในระดับเด็กปฐมวัย

กิจกรรมทำขนมบัวลอย จะส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้การลอย การจม การเปลี่ยนแปลงของแป้งข้าวเหนียวที่จะนำมาทำบัวลอย โดยครูให้เด็กสังเกตลักษณะของแป้งข้าวเหนียว โดยการใช้ประสาทสัมผัส และบอกได้ว่ามีแป้งก่อนที่จะผสมน้ำมีลักษณะเป็นผง มีสีขาว เมื่อนำมาผสมน้ำ จะสามารถปั้นเป็นก้อนกลมๆได้ และ เมื่อนำมาผสมสีธรรมชาติ สีขาวของแป้งข้าวเหนียวก็จะเปลี่ยนไปตามสีที่นำมาผสม  ในขณะที่เด็กๆปั้นแป้งนั้น อาจจะให้เด็กปั้นเป็นรูปต่างๆได้ตามชอบใจ ใส่สีธรรมชาติซึ่งอาจจะผสมสีส้มของแครอท สีเขียวของใบเตย เมื่อปั้นเสร็จแล้ว อาจจะให้เด็กจำแนกแป้งที่ปั้นจัดเป็นกลุ่มๆ โดยให้เด็กคิดเกณฑ์การจำแนกเอง เด็กบางคนอาจจะจำแนกแป้งที่ปั้นแล้วตามรูปทรงที่ตนปั้น เด็กบางคนอาจจะจำแนกแป้งที่ปั้นตามสีที่ตนผสม ซึ่งครูอาจจะใช้คำถามถามเด็กว่า “ทำไมจึงจัดกลุ่มพวกนี้อยู่กลุ่มเดียวกัน”

ในขณะทำบัวลอย ครูอาจจะต้องเป็นผู้ช่วยตั้งน้ำให้เดือด และ คอยช่วยเหลือใกล้ๆให้เด็กค่อยๆนำแป้งที่ปั้นแล้วใส่ลงในหม้อน้ำเดือด โดยก่อนที่เด็กๆจะใส่แป้งลงในหม้อ ครูอาจจะใช้คำถามกระตุ้นความสนใจให้เด็กทำนาย และ ลงมือทำการทดลอง เช่น เด็กๆคิดว่า แป้งที่เด็กๆปั้นให้มีขนาดต่างกัน มีทั้งขนาดใหญ่ และ ขนาดเล็ก เมื่อนำไปใส่ในน้ำเดือด เด็กๆคิดว่า “แป้งที่มีขนาดต่างกันนั้นจะลอย หรือ จมน้ำ และ ถ้าลอยขึ้นมา เด็กๆคิดว่า จะลอยขึ้นมาพร้อมกันหรือไม่ เพราะเหตุใด” ในขั้นตอนของการทำน้ำกะทิ ครูอาจจะให้เด็กชิมน้ำกะทิ แล้วถามเด็กๆว่า “เด็กๆคิดว่า น้ำกะทิที่เด็กๆได้ชิมไป มีรสชาติอย่างไร น่าจะมีส่วนผสมใดประกอบอยู่บ้าง” แล้วครูก็ให้เด็กนำน้ำตาล เกลือ น้ำกะทิยกขึ้นตั้งไฟ แล้วถามคำถามเด็กอีกว่า “น้ำตาลที่เด็กๆเห็นก่อนใส่ในน้ำกะทิ เมื่อใส่ลงไปในหม้อต้มน้ำกะทิเดือดแล้ว เด็กๆ คิดว่าน้ำตาลหายไปไหน”

เมื่อร่วมกันทำขนมบัวลอยแล้ว ครูก็แจกขนมบัวลอยที่เด็กๆ ได้เป็นคนทำ เด็กๆก็จะมีความรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนทำขนมบัวลอยด้วยตัวเอง และเมื่อชิมก็จะได้พัฒนาประสาทสัมผัสทางลิ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งคำถามทางวิทยาศาสตร์ได้อีกมากมาย ครูอาจจะสอนสอดแทรกในเรื่องของการทำความสะอาดถ้วยขนม และ โต๊ะอาหารหลังจากรับประทานขนมเสร็จแล้วได้ด้วย

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>